You are currently viewing ชาบูต้นตำรับ แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไรกันแน่

ชาบูต้นตำรับ แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไรกันแน่

  • Post author:
  • Post category:Blog

พูดถึงการรับประทานบุฟเฟ่ต์แล้วคนเราคงนึกถึงหมูกะทะและชาบูตีคู่กันมาเป็นสองอันดับแรก หมูกะทะนั้นมีมาก่อนในบ้านเรานานแล้วโดยเกิดจากการก่อถ่านปิ้งย่างเนื้อสัตว์กันบนเตา แต่ชาบูที่เป็นการกินแบบต้มเนื้อสัตว์และผักลงในหม้อนั้นมีที่มาอย่างไร วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักชาบูกันถึงถิ่นกำเนิด ว่าต้นตำรับของชาบูที่แท้จริงนั้นมีที่มาอย่างไร และจุดเริ่มต้นนั้นกินกันอย่างไร เนื่องจากชาบูในประเทศไทยนั้นมีการปรับเปลี่ยนสูตรไปจากต้นตำรับมากพอสมควร เพื่อปรับให้ถูกปากของคนไทยมากที่สุด ดังนั้นเราจึงมาเล่าให้ฟังเผื่อว่าคุณจะอยากทดลองหา ชาบูต้นตำรับ รับประทานดูซักครั้ง อาจจะได้รสชาติที่แปลกใหม่และอาจจะเป็นรสชาติที่คุณชื่นชอบมากกว่าชาบูแบบที่คุณเคยกินมาทั้งหมดเลยก็ได้ ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับชาบูนั้นจะเป็นอย่างไรมาตามดูไปพร้อมๆกับเราเลยค่ะ

ชาบูต้นตำรับ กำเนิดจากจีนไม่ใช่ญี่ปุ่น

สาเหตุที่เราเข้าใจผิดนั้นก็ไม่แปลก เพราะชาบูสูตรของญี่ปุ่นนั้นเป็นที่แพร่หลายและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากที่ญี่ปุ่นมากกว่าที่จีน และนอกจากชาบูแล้วที่ญี่ปุ่นนั้นยังมีอาหารประเภทหม้อไฟ และอาหารประเภทต้มในน้ำซุปอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น สุกี้ยากี้ นาเบะ โอเด้ง เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะการต้มเนื้อสัตว์และผักในหม้อไฟเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันที่น้ำจิ้มและลักษณะการรับประทาน ส่วนชาบูก็เช่นกันชาบูนั้นมีต้นกำเนิดที่แท้จริงมาจากประเทศจีนแต่เริ่มมาแพร่หลายในญี่ปุ่นจากร้านอาหารญี่ปุ่นในโอซาก้าร้านหนึ่ง ได้นำเอาอาหารประเภทนี้มาดัดแปลงในรูปแบบที่ให้คนญี่ปุ่นรับประทานกัน โดยชาบูจะมีลักษณะเด่นคือเป็นการนำเนื้อสัตว์ที่ถูกแล่จนบางเฉียบลวกผ่านน้ำร้อนในหม้อก็จะได้ความสุกที่พอดี ทำให้ได้ลิ้มรสความนุ่มและความหวานของเนื้อสัตว์ที่ถูกดึงความอร่อยออกมาอย่างเต็มที่

ส่วนผสมของชาบูและนำจิ้มแบบต้นตำรับญี่ปุ่น

ชาบูแบบญี่ปุ่นนั้นเมื่อต้มน้ำจนเดือดก็จะใส่สาหร่ายคอมบุซึ่งเป็นสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งลงไป จากนั้นก็จะใส่วัตถุดิบต่างๆพวก เห็ดหอมสด เห็ดเข็มทอง ผักสดต่างๆ และเต้าหู้ เป็นต้น ใส่ตามลงไปแต่จะไม่ต้มนานจนเปื่อยและจะไม่ใส่ครั้งหนึ่งในปริมาณที่เยอะจนเกินไป เมื่อใส่ผักแล้วน้ำซุปเริ่มเดือดอีกครั้งนึงก็จะเริ่มทำการจุ่มเนื้อที่ถูกแล่บางลงไป จุ่มและขยับเล็กน้อยประมาณไม่กี่วินาที เมื่อเนื้อสัตว์เปลี่ยนสีก็คีบขึ้นมารับประทานกับน้ำจิ้มได้เลย น้ำจิ้มแบบต้นตำรับญี่ปุ่นนั้นมีสองชนิดคือ น้ำจิ้มงาและน้ำจิ้มพอนซึ น้ำจิ้มงานั้นส่วนผสมหลักจะมีโชยุ โรยด้วยกระเทียมบดและงาขาวอบส่วนน้ำจิ้มพอนซึนั้นจะเป็นโชยุผสมกับน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น รสชาติจะออกอมเปรี้ยวอมเค็ม 

ในอดีตนั้นตามต้นตำรับเลยจะทานกันแค่เนื้อวัวเท่านั้น โดยเฉพาะเนื้อวัวที่ญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องของความนุ่มจากไขมันที่แทรกในเนื้อวัว แต่ต่อมามีการนำเนื้อหมูมาแล่บางรับประทานด้วยสำหรับบางคนที่ไม่รับประทานเนื้อวัว โดยชาบูนั้นเช่นเดียวกับอาหารหม้อร้อนของญี่ปุ่นอื่นๆ คือนิยมรับประทานกันในช่วงหน้าหนาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหิมะตก ทุกคนก็จะนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอุ่นขาและรับประทานอาหารหม้อร้อนร่วมกัน นอจากเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้วยังได้ใช้เวลาพูดคุยกันในครอบครัวนั่นเอง